[x] ปิดหน้าต่างนี้




“เบอร์บาตอฟ” พูดถึง “อิกาโล” หลังแมนยูอาจคว้า 2 สตาร์ดัง(4 เม.ย. 2563, 02:01) โควิด-19 ทำพิษ “ลิเวอร์พูล” ส่อเสีย 6 แข้งออกจากถิ่นแอนฟิลด์(4 เม.ย. 2563, 01:07) เตือน "โควิด" สุดอันตราย ผวายอดตายพุ่ง แนะคนไทยต้องร่วมมือกัน(4 เม.ย. 2563, 00:51) ด่วน กพท.ห้ามเที่ยวบินเข้าไทย 3 วัน หลังเหตุวุ่นต้านกักตัว สกัด"โควิด"(4 เม.ย. 2563, 00:16) วุ่น คนฝืนคำสั่งเข้าปท. ต้านกักตัว 3 คนมีไข้แอบหนี นายกฯถกด่วนพรุ่งนี้(4 เม.ย. 2563, 00:06) เนียนเลยนะ “แมนยูฯ” ใช้แผนเด็ดล่อคว้า “ซานโช”(4 เม.ย. 2563, 00:04) เข้าตาคลอปป์ "ลิเวอร์พูล" เล็งซิวแนวรุกฟอร์มแรงเติมโหด (คลิป)(3 เม.ย. 2563, 23:29) ยืนยัน "กาฬโรคม้า" โรคอุบัติใหม่ เพิ่งพบในไทย โคราชตายแล้วกว่า 100 ตัว(3 เม.ย. 2563, 23:20) เริ่มแล้ว "เคอร์ฟิว" วันแรก ปล่อยแถวตรวจทั่วกรุง 30 จุด คนแห่กลับบ้าน(3 เม.ย. 2563, 22:56) ลิเวอร์พูล-แมนฯซิตี้มีเสียว เสี่ยงไม่ได้แข่ง ชปล. ฤดูกาลหน้า(3 เม.ย. 2563, 22:48) สลด สาวลูก2 เฝ้าระวังไฟป่า เจออีกที เป็นศพไหม้เกรียม(3 เม.ย. 2563, 22:27) พบทารกแรกเกิดวัย 1 เดือน ที่ระยอง ติดเชื้อโควิด-19 พร้อมแม่ (3 เม.ย. 2563, 22:19) "พรีเมียร์ลีก" ยืนยันทางการ เลื่อนแข่งไม่มีกำหนด (3 เม.ย. 2563, 22:19) ขนส่งลำปาง เจออีก หญิงวัย 45 ปี ไข้สูง 40 องศาฯ ส่งตรวจโควิด-19 ทันที(3 เม.ย. 2563, 22:15) ลุงวัย 64 ร่วมดับไฟป่าพื้นที่ อ.แม่ฟ้าหลวง เคราะห์ร้ายถูกคลอกเสียชีวิต(3 เม.ย. 2563, 21:47) เริ่มแล้ว ยักษ์พรีเมียร์ลีกทาบคว้า “คูตินโญ” ร่วมทัพ ค่าตัวลดกระหน่ำ(3 เม.ย. 2563, 21:28) “โอ๊ค เอม อุ๊งอิ๊ง” ส่งมอบชุด PPE หน้ากากอนามัย N95 ให้ 3 รพ.ต่อสู้โควิด(3 เม.ย. 2563, 21:19) เบลเยียมทุ่มงบ 5 ล้านยูโร เร่งวิจัยวัคซีนป้องกันโควิด หวังลดสูญเสียชีวิต(3 เม.ย. 2563, 20:53) เจ้าหน้าที่คัดกรองต่อเนื่องก่อนถึงเวลาเคอร์ฟิว ย้ำ ฝ่าฝืนต้องดำเนินคดี(3 เม.ย. 2563, 20:50) พม. ยันข่าวปลอม หลังมีข้อความส่งต่อ มัคคุเทศก์แจ้งตกงานรับเงิน 2,000(3 เม.ย. 2563, 20:29)
เมนูหลัก
link banner
ประวัติพระโอภาสพุทธิคุณ
การพัฒนา_2  
 

opat10

การพัฒนา(2)
ท่านเป็นนักการศึกษา มาตั้งแต่บวชครั้งแรก จะเห็นว่าตามประวัติของท่าน พอเริ่มบวช ก็เร่งศึกษาหาความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เริ่มเป็นครูสอนคนมาตั้งแต่ยังเป็นพระหนุ่ม มีความรู้เพียงชั้นประศึกษาปีที่ ๓ และนักธรรมชั้นโท แต่สามารถสอนได้ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๕-๖ และ นักธรรมชั้นเอก ทั้งนี้เพราะว่าท่านศึกษาด้วยตนเอง สามารถเปิดสำนักเรียนนักธรรมและบาลี จนมีลูกศิษย์สอบได้หลายคนอาทิ เช่น สอบบาลีได้มี ท่านมหาแสน นันทวรรณ, ท่านมหาวิศิษฐ์ จิตรบุณย์, ท่านมหาพรหม ธรรมสรางกูร, สามเณรจันเพ็ญ วัฒนปรีดี ปธ.๓ ,ท่านมหาอินธรรม วัฒนปรีดี, ท่านมหาประสิทธิ์ ถิ่นจอม, ท่านมหาฟัก ศิริพันธ์และท่านมหาชวลิต แนวลาด เป็นต้นและมีผู้สอบนักธรรมได้อีกจำนวนมาก บางคนสามารถนำไปสมัครสอบเป็นข้าราชการครู ทหาร ตำรวจ ได้ก็หลายคน

สมัยนั้นไม่มีใครรู้หนังสือไทย ท่านก็นำความรู้ที่ไปศึกษามาสอนคนบ้านถิ่นให้รู้หนังสือเหมือนอย่างท่าน ใช้ศาลาที่พักคนต่างถิ่นที่มาค้าขายเป็นสถานที่สอนหนังสือ ต่อมาก็หาที่ดินเพิ่มเติม ขยายเขตโรงเรียน หากเจ้าของไม่ขายให้เพื่อเก็บไว้ทำนา ท่านก็จะหาซื้อที่ดินผืนที่ทำนาได้ดีกว่า ที่เจ้าของยินยอมขายให้มาแลกเปลี่ยนกัน ต่อมาท่านได้สร้างห้องสมุดขึ้นที่วัดถิ่นใน มีหนังสืออ่านมากมาย ทั้งทางโลกและทางธรรม ตอนนั้นมีนายอำเภอหนุ่มรูปหล่อ จากอำเภอร้องกวางชื่อ นายชลอ ธรรมศิริ มาเป็นประธานเปิดผ้าคุมป้าย ห้องสมุดวัดถิ่นใน

ในส่วนของสุสานบ้านถิ่นนั้น แต่เดิมใช้ป่าช้าปู่คง ( สระเก็บน้ำใต้อ่างเก็บน้ำฮ่องฮ่าง อยู่ หมู่ ๒ ) สมัยก่อนต้องหามศพไปป่าช้า ที่ไม่มีถนนต้องหามเดินลัดเลาะไปตามทุ่งนาของชาวบ้าน สัปเหร่อ ต้องหาม ๔ คน ระยะทางไกล ต้องมีคนสะพายดาบและถือแคร่ส่องนำทาง พอไปถึงป่าช้าก็ก่อกองไฟผู้ที่ไปร่วมงานทุกคนต้องข้ามกองไฟทั้งขาไปและขากลับ ทุกคนจะต้องเดินกลับบ้านโดยไม่เหลียวหลัง หลวงปู่ท่านเห็นว่าเป็นความลำบากของศรัทธาชาวบ้านด้วยการเดินทาง และศาลาที่พักทำพิธีกรรมก็ไม่มี ท่านจึงได้หาที่สร้างสุสานใหม่ โดยกำหนดให้การเดินทางไป-กลับสะดวก

ในที่สุดท่านก็ได้สถานที่ที่ต้องการอยู่ไม่ห่างจากบ้านเรือนราษฎรมากนัก ท่านจึงได้ขอซื้อที่นาจากพ่อรส ธรรมสรางกูร และพ่อผัน ธุรกิจ ที่นาโชคปู่เต๋ ติดกับฮ่องพระเฮียนเจิงซึ่งอยู่ติดทางล้อเกวียนไปนาไปไร่ของชาวบ้าน แล้วได้นำราษฎรสร้างศาลาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาขึ้น ๑ หลัง ด้วยการเกณฑ์หัวหมวดของวัดหมวดละ ๒ วันช่วยกันสร้าง หัวหมวดจึงเกิดขึ้นสมัยนั้น) พอสร้างเสร็จแล้ว พ่อผัน ธุรกิจ ก็ได้นำต้นโพธิ์ไปปลูกไว้(มีพระเณรช่วยกันแห่ต้นโพธิ์ไปด้วย) ซึ่งก็ปรากฏให้เห็นต้นตะหง่านในปัจจุบันนั่นเอง ต้นโพธิ์จึงมีมาพร้อมกับฌาปนสถานบ้านถิ่นในปัจจุบัน การนำศพไปป่าช้าจึงง่ายขึ้น เพราะใส่หีบศพบรรทุกล้อเกวียนไปได้ สมัยก่อนศพเด็กหรือคนที่ตายโหงไม่ทำการเผา ใช้วิธีฝังภายในบริเวณป่าช้านั่นเอง

สำหรับโรงเรียนถิ่นโอภาสวิทยานั้น เดิมที่ดินผืนนี้แห้งแล้ง ขาดน้ำทำนาไม่ได้ผล ท่านก็ใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวจัดซื้อไว้บ้าง ทุนมูลนิธิของวัดถิ่นในบ้าง ขอบริจาคบ้าง ซื้อที่ดินที่อื่นแลกเปลี่ยนบ้างเพื่อสร้างโรงเรียน โดยในตอนแรกได้สร้างอาคารเรียนไม้สักทอง และศาลาประชาคมเป็นที่ประชุมชาวบ้าน ๑ หลัง บ้านพักปลัดอำเภอ และ พนักงานอนามัย ต่อมาท่านได้สร้างอาคารเรียนขึ้นมา ๑ หลังเป็นตึกชั้นเดียว อาศัยแรงงานชาวบ้านช่วยกันทำ ขณะนั้นมีคนคัดค้านท่านหลายคน หาว่าท่านไปสร้างไว้เป็นสถานที่มั่วสุม "ชนกว่าง" กันในเวลากลางคืนเท่านั้นแต่ท่านก็อธิบายว่า สถานที่แห่งนี้ติดกับถนนสายใหญ่เชื่อมระหว่างหลายหมู่บ้าน ต่อไปจะเป็นศูนย์กลางการศึกษาของเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานรุ่นเหลนของชาวบ้านแถบนี้