[x] ปิดหน้าต่างนี้




“บิ๊กตู่” เสียใจเหตุไฟไหม้รถทัวร์ขอนแก่นดับ 5 ศพ สั่งช่วยเหลือเต็มที่(13 เม.ย. 2564, 11:18) แคนดี้ เดอะเฟซ ตรวจพบเชื้อโควิดในรอบที่ 3 ต้องรักษาตัวรอจนกว่าจะมีเตียงว่าง(13 เม.ย. 2564, 11:09) บิ๊กไบค์อัดท้ายรถ 6 ล้อก่อนถึงแยกบ้านหนองยาง 2 หนุ่มศรีสะเกษดับคาที่(13 เม.ย. 2564, 11:04) นายกฯ ส่งความปรารถนาดีวันผู้สูงอายุ หนุนคนไทยออมเงิน มีใช้ยามจำเป็น-ชรา(13 เม.ย. 2564, 10:58) เป้ วงมายด์ ประกาศข่าวดี ภรรยาท้องลูกแฝดจากการทำเด็กหลอดแก้ว (13 เม.ย. 2564, 10:45) ลูกสาว ค่อม ชวนชื่น แจ้งไทม์ไลน์ หลังตลกดังติดโควิด-19(13 เม.ย. 2564, 10:20) ลิเวอร์พูลขึ้น-แมนยูฯร่วง เปิดโผ 10 ทีมดังที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก(13 เม.ย. 2564, 10:15) “อนุทิน” เหน็บนักการเมืองบางคนไม่มีความรู้วัคซีนโควิด ทำประชาชนสับสน(13 เม.ย. 2564, 10:02) คิดค้นการทำพลาสติก ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจากเศษปลา(13 เม.ย. 2564, 10:01) ลองของจริง ทดสอบทางไกล ไปแก่นมะกรูด กับ MAZDA BT-50 DBL 3.0 SP 6 AT 4WD (13 เม.ย. 2564, 10:00) ราคาทองวันนี้ 13/4/64 ล่าสุด เปิดตลาดราคาร่วง 150 บาท รับวันสงกรานต์(13 เม.ย. 2564, 09:56) ส่องวัคซีนโควิดทั่วโลก แอสตราเซเนกาทำลิ่มเลือดอุดตัน ซิโนแวคป้องกันต่ำจริงหรือ?(13 เม.ย. 2564, 09:48) ไฟไหม้อาคารประวัติศาสตร์ โรงงานสิ่งทอเก่าแก่ 180 ปีในรัสเซีย(13 เม.ย. 2564, 09:38) "สมหมาย ผิวสอาด" ยิ้ม มทร.ธัญบุรีคว้า 2 รางวัลใหญ่ ได้ 4 ดาว QS Star Rating (13 เม.ย. 2564, 09:36) อีกนิดเดียว "โซลชาร์" จ่อนำ "แมนยูฯ" ทำสถิติไร้พ่ายเกมเยือนในลีกทั้งซีซั่น(13 เม.ย. 2564, 09:30) “ยิ่งลักษณ์” ส่งความรักคนไทยช่วงสงกรานต์ เศร้า ไม่เห็นรัฐพยายามแก้โควิด(13 เม.ย. 2564, 09:30) สวทช.ร่วมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเมืองนวัตกรรมอาหาร(13 เม.ย. 2564, 09:29) จีนผวา ญี่ปุ่นจะปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลงทะเล(13 เม.ย. 2564, 09:29) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคาด “ขยะหน้ากากอนามัย” พุ่ง(13 เม.ย. 2564, 09:14) คลัสเตอร์สถานบันเทิงยังทำพิษ สสจ.ชลบุรี รายงานพบคนติดโควิดอีก 101 ราย(13 เม.ย. 2564, 09:13)
เมนูหลัก
link banner
ประวัติพระโอภาสพุทธิคุณ
การพัฒนา_2  
 

opat10

การพัฒนา(2)
ท่านเป็นนักการศึกษา มาตั้งแต่บวชครั้งแรก จะเห็นว่าตามประวัติของท่าน พอเริ่มบวช ก็เร่งศึกษาหาความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เริ่มเป็นครูสอนคนมาตั้งแต่ยังเป็นพระหนุ่ม มีความรู้เพียงชั้นประศึกษาปีที่ ๓ และนักธรรมชั้นโท แต่สามารถสอนได้ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๕-๖ และ นักธรรมชั้นเอก ทั้งนี้เพราะว่าท่านศึกษาด้วยตนเอง สามารถเปิดสำนักเรียนนักธรรมและบาลี จนมีลูกศิษย์สอบได้หลายคนอาทิ เช่น สอบบาลีได้มี ท่านมหาแสน นันทวรรณ, ท่านมหาวิศิษฐ์ จิตรบุณย์, ท่านมหาพรหม ธรรมสรางกูร, สามเณรจันเพ็ญ วัฒนปรีดี ปธ.๓ ,ท่านมหาอินธรรม วัฒนปรีดี, ท่านมหาประสิทธิ์ ถิ่นจอม, ท่านมหาฟัก ศิริพันธ์และท่านมหาชวลิต แนวลาด เป็นต้นและมีผู้สอบนักธรรมได้อีกจำนวนมาก บางคนสามารถนำไปสมัครสอบเป็นข้าราชการครู ทหาร ตำรวจ ได้ก็หลายคน

สมัยนั้นไม่มีใครรู้หนังสือไทย ท่านก็นำความรู้ที่ไปศึกษามาสอนคนบ้านถิ่นให้รู้หนังสือเหมือนอย่างท่าน ใช้ศาลาที่พักคนต่างถิ่นที่มาค้าขายเป็นสถานที่สอนหนังสือ ต่อมาก็หาที่ดินเพิ่มเติม ขยายเขตโรงเรียน หากเจ้าของไม่ขายให้เพื่อเก็บไว้ทำนา ท่านก็จะหาซื้อที่ดินผืนที่ทำนาได้ดีกว่า ที่เจ้าของยินยอมขายให้มาแลกเปลี่ยนกัน ต่อมาท่านได้สร้างห้องสมุดขึ้นที่วัดถิ่นใน มีหนังสืออ่านมากมาย ทั้งทางโลกและทางธรรม ตอนนั้นมีนายอำเภอหนุ่มรูปหล่อ จากอำเภอร้องกวางชื่อ นายชลอ ธรรมศิริ มาเป็นประธานเปิดผ้าคุมป้าย ห้องสมุดวัดถิ่นใน

ในส่วนของสุสานบ้านถิ่นนั้น แต่เดิมใช้ป่าช้าปู่คง ( สระเก็บน้ำใต้อ่างเก็บน้ำฮ่องฮ่าง อยู่ หมู่ ๒ ) สมัยก่อนต้องหามศพไปป่าช้า ที่ไม่มีถนนต้องหามเดินลัดเลาะไปตามทุ่งนาของชาวบ้าน สัปเหร่อ ต้องหาม ๔ คน ระยะทางไกล ต้องมีคนสะพายดาบและถือแคร่ส่องนำทาง พอไปถึงป่าช้าก็ก่อกองไฟผู้ที่ไปร่วมงานทุกคนต้องข้ามกองไฟทั้งขาไปและขากลับ ทุกคนจะต้องเดินกลับบ้านโดยไม่เหลียวหลัง หลวงปู่ท่านเห็นว่าเป็นความลำบากของศรัทธาชาวบ้านด้วยการเดินทาง และศาลาที่พักทำพิธีกรรมก็ไม่มี ท่านจึงได้หาที่สร้างสุสานใหม่ โดยกำหนดให้การเดินทางไป-กลับสะดวก

ในที่สุดท่านก็ได้สถานที่ที่ต้องการอยู่ไม่ห่างจากบ้านเรือนราษฎรมากนัก ท่านจึงได้ขอซื้อที่นาจากพ่อรส ธรรมสรางกูร และพ่อผัน ธุรกิจ ที่นาโชคปู่เต๋ ติดกับฮ่องพระเฮียนเจิงซึ่งอยู่ติดทางล้อเกวียนไปนาไปไร่ของชาวบ้าน แล้วได้นำราษฎรสร้างศาลาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาขึ้น ๑ หลัง ด้วยการเกณฑ์หัวหมวดของวัดหมวดละ ๒ วันช่วยกันสร้าง หัวหมวดจึงเกิดขึ้นสมัยนั้น) พอสร้างเสร็จแล้ว พ่อผัน ธุรกิจ ก็ได้นำต้นโพธิ์ไปปลูกไว้(มีพระเณรช่วยกันแห่ต้นโพธิ์ไปด้วย) ซึ่งก็ปรากฏให้เห็นต้นตะหง่านในปัจจุบันนั่นเอง ต้นโพธิ์จึงมีมาพร้อมกับฌาปนสถานบ้านถิ่นในปัจจุบัน การนำศพไปป่าช้าจึงง่ายขึ้น เพราะใส่หีบศพบรรทุกล้อเกวียนไปได้ สมัยก่อนศพเด็กหรือคนที่ตายโหงไม่ทำการเผา ใช้วิธีฝังภายในบริเวณป่าช้านั่นเอง

สำหรับโรงเรียนถิ่นโอภาสวิทยานั้น เดิมที่ดินผืนนี้แห้งแล้ง ขาดน้ำทำนาไม่ได้ผล ท่านก็ใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวจัดซื้อไว้บ้าง ทุนมูลนิธิของวัดถิ่นในบ้าง ขอบริจาคบ้าง ซื้อที่ดินที่อื่นแลกเปลี่ยนบ้างเพื่อสร้างโรงเรียน โดยในตอนแรกได้สร้างอาคารเรียนไม้สักทอง และศาลาประชาคมเป็นที่ประชุมชาวบ้าน ๑ หลัง บ้านพักปลัดอำเภอ และ พนักงานอนามัย ต่อมาท่านได้สร้างอาคารเรียนขึ้นมา ๑ หลังเป็นตึกชั้นเดียว อาศัยแรงงานชาวบ้านช่วยกันทำ ขณะนั้นมีคนคัดค้านท่านหลายคน หาว่าท่านไปสร้างไว้เป็นสถานที่มั่วสุม "ชนกว่าง" กันในเวลากลางคืนเท่านั้นแต่ท่านก็อธิบายว่า สถานที่แห่งนี้ติดกับถนนสายใหญ่เชื่อมระหว่างหลายหมู่บ้าน ต่อไปจะเป็นศูนย์กลางการศึกษาของเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานรุ่นเหลนของชาวบ้านแถบนี้