[x] ปิดหน้าต่างนี้




"มาโน" เปิดใจครั้งแรกหลังรับตำแหน่งกุนซือทีมชาติไทย ลุยศึกชิงแชมป์อาเซียน(28 ก.ย. 2564, 20:07) อดีตนักโทษออสเตรเลีย เผยนาทีแหกคุกคลองเปรมสำเร็จคนแรก จนกระหึ่มโลก (28 ก.ย. 2564, 20:03) หนุ่มเทคนิคหัวดี ใช้เวลาช่วงเรียนออนไลน์ เปิดช็อปทำปืนเถื่อนขาย(28 ก.ย. 2564, 20:01) โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารชั้นนายพล-ต่ำกว่าชั้นนายพลเป็นกรณีพิเศษ 679 ราย(28 ก.ย. 2564, 19:47) น้ำท่วมเป็นเหตุ เลื่อนเอฟเอ คัพ รอบคัดเลือก "ชัยภูมิ" ดวล "คัสตอม ลาดกระบัง"(28 ก.ย. 2564, 19:30) กรุงเก่าเบาใจ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์-พระราม 6 ยังรับน้ำได้อีกเยอะ(28 ก.ย. 2564, 19:28) คนร้ายลอบบึมตำรวจจะแนะ กดรถพลิกคว่ำกลางถนน ดับ 2 เจ็บ 4(28 ก.ย. 2564, 19:21) โฟร์โนล็อค ร้อง บก.ปอท. เอาผิดคนโพสต์ภาพล่อแหลมอ้างเป็น แจ๊คกี้ TRINITY(28 ก.ย. 2564, 19:16) 10 อันดับ ท่าบริหารไล่ปวดเมื่อย เสริมแกร่งวัยทำงานให้ห่างไกล "ออฟฟิศซินโดรม"(28 ก.ย. 2564, 19:09) พื้นที่เกษตรชัยภูมิ 2 แสนไร่จมบาดาล ถนน 201 ใช้ไม่ได้ ชาวบ้านจมน้ำตาย 3 (คลิป)(28 ก.ย. 2564, 19:06) ไทยประกันชีวิต พัฒนาประกันสุขภาพเหมาจ่าย มั่นใจตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม(28 ก.ย. 2564, 19:00) แทค ภรัณยู-อ๋อม สกาวใจ-ณวัฒน์ คอมเมนต์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงศึกษาฯ(28 ก.ย. 2564, 18:59) กลับสู่ปกติ เปิดจราจร "แยกนางเลิ้ง" แล้ว หลังตำรวจเข้าเคลียร์ม็อบ (28 ก.ย. 2564, 18:58) กานต์ วิภากร ภรรยาเสกโลโซ ยอมรับโดนโกงถึง 15.8 ล้าน (28 ก.ย. 2564, 18:57) ศักดิ์สยาม รับนโยบายบิ๊กตู่ พัฒนาเส้นทาง เสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย(28 ก.ย. 2564, 18:57) แม่ค้าออนไลน์อยากได้ไอโฟน 8 พลัส โอนไป 3,500 หายต๋อม(28 ก.ย. 2564, 18:49) ปราจีนบุรี น้ำจากเขาใหญ่ไหลลงมาท่วม 4 อำเภอ เดือดร้อนกว่า 2 พันครัวเรือน(28 ก.ย. 2564, 18:47) ทะลุฟ้าประกาศยุติ คฝ. เข้าเคลียร์แยกนางเลิ้ง ยังสรุปจำนวนคนถูกจับไม่ได้(28 ก.ย. 2564, 18:40) สรยุทธ เผยคำตอบของ ไบรท์ พิชญทัฬห์ เคลียร์ชัดท้องจริงหรือเปล่า (คลิป)(28 ก.ย. 2564, 18:39) "ราดูคานู" มอบชุดแข่งนัดชิง "ยูเอส โอเพ่น" เข้าหอเกียรติยศวงการเทนนิส(28 ก.ย. 2564, 18:31)
เมนูหลัก
link banner
ประวัติพระโอภาสพุทธิคุณ
การพัฒนา_2  
 

opat10

การพัฒนา(2)
ท่านเป็นนักการศึกษา มาตั้งแต่บวชครั้งแรก จะเห็นว่าตามประวัติของท่าน พอเริ่มบวช ก็เร่งศึกษาหาความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เริ่มเป็นครูสอนคนมาตั้งแต่ยังเป็นพระหนุ่ม มีความรู้เพียงชั้นประศึกษาปีที่ ๓ และนักธรรมชั้นโท แต่สามารถสอนได้ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๕-๖ และ นักธรรมชั้นเอก ทั้งนี้เพราะว่าท่านศึกษาด้วยตนเอง สามารถเปิดสำนักเรียนนักธรรมและบาลี จนมีลูกศิษย์สอบได้หลายคนอาทิ เช่น สอบบาลีได้มี ท่านมหาแสน นันทวรรณ, ท่านมหาวิศิษฐ์ จิตรบุณย์, ท่านมหาพรหม ธรรมสรางกูร, สามเณรจันเพ็ญ วัฒนปรีดี ปธ.๓ ,ท่านมหาอินธรรม วัฒนปรีดี, ท่านมหาประสิทธิ์ ถิ่นจอม, ท่านมหาฟัก ศิริพันธ์และท่านมหาชวลิต แนวลาด เป็นต้นและมีผู้สอบนักธรรมได้อีกจำนวนมาก บางคนสามารถนำไปสมัครสอบเป็นข้าราชการครู ทหาร ตำรวจ ได้ก็หลายคน

สมัยนั้นไม่มีใครรู้หนังสือไทย ท่านก็นำความรู้ที่ไปศึกษามาสอนคนบ้านถิ่นให้รู้หนังสือเหมือนอย่างท่าน ใช้ศาลาที่พักคนต่างถิ่นที่มาค้าขายเป็นสถานที่สอนหนังสือ ต่อมาก็หาที่ดินเพิ่มเติม ขยายเขตโรงเรียน หากเจ้าของไม่ขายให้เพื่อเก็บไว้ทำนา ท่านก็จะหาซื้อที่ดินผืนที่ทำนาได้ดีกว่า ที่เจ้าของยินยอมขายให้มาแลกเปลี่ยนกัน ต่อมาท่านได้สร้างห้องสมุดขึ้นที่วัดถิ่นใน มีหนังสืออ่านมากมาย ทั้งทางโลกและทางธรรม ตอนนั้นมีนายอำเภอหนุ่มรูปหล่อ จากอำเภอร้องกวางชื่อ นายชลอ ธรรมศิริ มาเป็นประธานเปิดผ้าคุมป้าย ห้องสมุดวัดถิ่นใน

ในส่วนของสุสานบ้านถิ่นนั้น แต่เดิมใช้ป่าช้าปู่คง ( สระเก็บน้ำใต้อ่างเก็บน้ำฮ่องฮ่าง อยู่ หมู่ ๒ ) สมัยก่อนต้องหามศพไปป่าช้า ที่ไม่มีถนนต้องหามเดินลัดเลาะไปตามทุ่งนาของชาวบ้าน สัปเหร่อ ต้องหาม ๔ คน ระยะทางไกล ต้องมีคนสะพายดาบและถือแคร่ส่องนำทาง พอไปถึงป่าช้าก็ก่อกองไฟผู้ที่ไปร่วมงานทุกคนต้องข้ามกองไฟทั้งขาไปและขากลับ ทุกคนจะต้องเดินกลับบ้านโดยไม่เหลียวหลัง หลวงปู่ท่านเห็นว่าเป็นความลำบากของศรัทธาชาวบ้านด้วยการเดินทาง และศาลาที่พักทำพิธีกรรมก็ไม่มี ท่านจึงได้หาที่สร้างสุสานใหม่ โดยกำหนดให้การเดินทางไป-กลับสะดวก

ในที่สุดท่านก็ได้สถานที่ที่ต้องการอยู่ไม่ห่างจากบ้านเรือนราษฎรมากนัก ท่านจึงได้ขอซื้อที่นาจากพ่อรส ธรรมสรางกูร และพ่อผัน ธุรกิจ ที่นาโชคปู่เต๋ ติดกับฮ่องพระเฮียนเจิงซึ่งอยู่ติดทางล้อเกวียนไปนาไปไร่ของชาวบ้าน แล้วได้นำราษฎรสร้างศาลาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาขึ้น ๑ หลัง ด้วยการเกณฑ์หัวหมวดของวัดหมวดละ ๒ วันช่วยกันสร้าง หัวหมวดจึงเกิดขึ้นสมัยนั้น) พอสร้างเสร็จแล้ว พ่อผัน ธุรกิจ ก็ได้นำต้นโพธิ์ไปปลูกไว้(มีพระเณรช่วยกันแห่ต้นโพธิ์ไปด้วย) ซึ่งก็ปรากฏให้เห็นต้นตะหง่านในปัจจุบันนั่นเอง ต้นโพธิ์จึงมีมาพร้อมกับฌาปนสถานบ้านถิ่นในปัจจุบัน การนำศพไปป่าช้าจึงง่ายขึ้น เพราะใส่หีบศพบรรทุกล้อเกวียนไปได้ สมัยก่อนศพเด็กหรือคนที่ตายโหงไม่ทำการเผา ใช้วิธีฝังภายในบริเวณป่าช้านั่นเอง

สำหรับโรงเรียนถิ่นโอภาสวิทยานั้น เดิมที่ดินผืนนี้แห้งแล้ง ขาดน้ำทำนาไม่ได้ผล ท่านก็ใช้ทุนทรัพย์ส่วนตัวจัดซื้อไว้บ้าง ทุนมูลนิธิของวัดถิ่นในบ้าง ขอบริจาคบ้าง ซื้อที่ดินที่อื่นแลกเปลี่ยนบ้างเพื่อสร้างโรงเรียน โดยในตอนแรกได้สร้างอาคารเรียนไม้สักทอง และศาลาประชาคมเป็นที่ประชุมชาวบ้าน ๑ หลัง บ้านพักปลัดอำเภอ และ พนักงานอนามัย ต่อมาท่านได้สร้างอาคารเรียนขึ้นมา ๑ หลังเป็นตึกชั้นเดียว อาศัยแรงงานชาวบ้านช่วยกันทำ ขณะนั้นมีคนคัดค้านท่านหลายคน หาว่าท่านไปสร้างไว้เป็นสถานที่มั่วสุม "ชนกว่าง" กันในเวลากลางคืนเท่านั้นแต่ท่านก็อธิบายว่า สถานที่แห่งนี้ติดกับถนนสายใหญ่เชื่อมระหว่างหลายหมู่บ้าน ต่อไปจะเป็นศูนย์กลางการศึกษาของเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานรุ่นเหลนของชาวบ้านแถบนี้